วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

1. ชีเชน อิตซา (Chichen Itza) : เม็กซิโก
ชีเชนอิตซา เป็นภาษามายา แปลว่า ต้นทางแห่งความสุขสบายของประชาชน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สร้างขึ้นโดยชาวมายันซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้า

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง 
     ชีเชนอิตซา มีรูปทรงเป็นสามเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้นๆ พื้นที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า “วิหารแห่งนักรบ” สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 หลังจากสร้างวิหารเก่าแห่งชักโมล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไป ใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น นอกจากนี้ในส่วนของพีระมิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคาน ซึ่งถือเป็นพีระมิดแห่งสุดท้าย และเป็นพีระมิดที่กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมายาด้วย

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง


2. คริชตู เรเดงโตร์ (Cristo Redentor) หรือ (Christ the Redeemer) : บราซิล

     รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาดู ประเทศบราซิล นอกจากจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความหมายถึงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เมืองริโอ เดอ จาเนโร โด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย 

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
     รูปปั้นพระคริสต์นี้มีความสูงถึง 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยเอโตร์ ดา ซิลวา กอชตา ชาวบราซิล และสร้างโดยปอล ลันดอฟสกี ประติมากรชาวฝรั่งเศสถึง 5 ปีด้วยกัน ที่นี่ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิลอีกด้วย ทำให้ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1.8 ล้านคนทีเดียว


3. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) : จีน

     กำแพงเมืองจีนนี้ สร้างขึ้นจีนสมัยสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่ามองโกล และเติร์กในอดีต และหลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ความยิ่งใหญ่ และประวัติศาสตร์อันยาวนานนี่เอง ทำให้กำแพงเมืองจีนนอกจากจะเป็น 1 ใน 7 มหัศจรรย์ของโลกแล้ว ยังเป็น 1 ในมรดกโลก ที่องค์กร UNESCO คัดเลือกอีกด้วย
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง


4. มาชูปิกชู (Machu Picchu) : เปรู

     เมืองสาบสูญแห่งอินคา หรือ มาชูปิกชู แห่งนี้ เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,350 เมตร ที่ตั้งของเมืองนี้ค่อนข้างกันดารยากที่จะเข้าถึง เพราะตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดิส ลึกเข้าไปในป่าอเมซอนและอยู่เหนือแม่น้ำอุรุบัมบา หลังจากอาณาจักรอินคาล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามให้กับชาวสเปน และโรคระบาด เมืองแห่งนี้ก็ได้หายสาบสูญไปกว่า 3 ศตวรรษ และได้ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวอมเริกัน ไฮแรม บิงแฮม ในปีค.ศ. 1911

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง 
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
     นอกจากนี้ มาชูปิกชู เป็นหลักฐานที่สำคัญของจักรวรรดิอินคา องค์กร UNESCO จึงได้กำหนดให้ มาชูปิกชูเป็นมรดกโลก โดยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์


5. นครเปตรา (Petra) : จอร์แดน

     นครเปตรา ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซี กับทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน นครนี้ในสมัยโบราณนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ เป็นเมืองหลวงของชนเผ่านาบาเชียนซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดนในสมัยก่อน และถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี ซึ่งได้ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โจฮันน์ ลุควิก เบิร์กฮาร์ท ในปี ค.ศ. 1812

 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
     ชาวนาบาเชียนสร้างเมืองแห่งนี้โดยใช้วิธีการแกะสลักหินให้เป็นช่องอุโมงค์ โรงละครของเมืองแห่งนี้ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงละครแบบกรีก-โรมัน ส่วนหน้าของวิหารเอล เดียร์ ซึ่งสูง 42 เมตร ในเมืองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกแห่งหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ทำให้นครเปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์กร UNESCO ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง


6.โคลอสเซียม (Colosseum) : อิตาลี

     โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬาโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้น สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมนี้ เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียน แห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ใช้เวลาการก่อสร้างถึง 10 ปีด้วยกัน ที่แห่งนี้มีห้องสำหรับขังทาส นักโทษ และสัตว์ดุร้าย เช่น สิงโต เสือ โดยจะให้ทาสสู้กันเองจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว หรือให้สู้กับสิงโต เพื่อเป็นความบันเทิงให้แก่ผู้ชม ผู้ที่รอดตายจากการต่อสู้จึงจะได้รับอิสรภาพ

 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
     โคลอสเซียม เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐ และหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบอย่างชาญฉลาด โดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตกอีกด้วย โคลอสเซียมจึงกลายเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง


7.ทัชมาฮาล (Taj Mahal) : อินเดีย

     สุสานหินอ่อน ทัชมาฮาล แห่งนี้ ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์  

 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
     ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด รวมถึงยังได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างชั้นเลิศของสถาปัตยกรรมมุฆัลในอินเดีย ที่นี่ต้องใช้แรงงานในการก่อสร้างถึง 20,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 20 ปี 

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ยุคกลาง ยุคเก่า มรดกโลกที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
 
 

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

Les Baux-de-Provence

ผมเชื่อเหลือเกินว่ายังมีนักเดินทางอีกมากมายที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ยลความงามของ LES BAUX DE PROVENCE อย่าว่าแต่ได้ไปเยี่ยมเยือนเลย ลำพังได้ยินแค่ชื่อก็คงนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าสวรรค์แห่งนี้มันตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด???? หากไม่บอกก็คงพอจะเดาได้ว่ามันคงต้องอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่างแน่นอน เพราะคำใบ้ที่ชี้ทางสว่างให้แก่เหล่านักเดินทาง ผู้ซึ่งแสวงหาความเป็นเลิศก็คือ Provence ดินแดนแห่งทุ่งลาเวนเดอร์ที่งดงามกลิ่นละมุน ซึ่งหากเราตั้งต้นจากเมืองใหญ่ที่รื่นรมย์อย่าง Aix en Provence ขับรถมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยระยะทางเพียง 73 กิโลเมตร ลัดเลาะทิวเขาหินสลับกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ บรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติแปลกตาของโขดหินน้อยใหญ่ที่เสมือนว่าถูกจัดวางไว้อย่างจงใจ ถนนสายเล็กที่คดเคี้ยวไปมาตามเชิงเขา และเมื่อเราพ้นโค้งขอบภูเขาสูงที่ทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการชั้นเยี่ยมให้แก่ Les Beaux De Provence ภาพที่อยู่เบื้องหน้านั้น มันงดงามเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ
Tour Les Baux de Provence 2
เมืองขนาดย่อมที่ถูกสร้างสรรค์เล่นระดับจากเชิงเขาเตี้ยๆ และค่อยๆเพิ่มระดับความชันเมื่อเราเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ด้านบน บ้านเรือนที่ปลูกสร้างโดยใช้หินก้อนเขื่อง จัดเรียงซ้อนกันอย่างงดงาม เกิดเป็นบ้านพักอาศัยของชุมชนเล็กๆแห่งนี้ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ถนนสายเล็กที่เป็นสายหลักเพียงเส้นเดียวของหมู่บ้าน ได้รับการก่อสร้างตามวิถีของวิศวกรโบราณ ที่ใช้หินขนาดใหญ่ปูทาบทับ จัดเรียงร้อยต่อกัน ทั้งทำให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง และสวยงามแบบคลาสสิคต่อคนในยุคปัจจุบัน ตัดผ่านบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งทาง
Tour Les Baux de Provence 3
กาลเวลาได้แปรเปลี่ยนให้อาคารเหล่านี้จากที่พักอาศัย มาเป็นร้านค้าน้อยใหญ่ ที่มีไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวกว่าปีละ 1.5 ล้านคนที่ได้มาเยือน ด้วยความชาญฉลาดของเหล่าบรรดาผู้ปกครองเมืองตั้งแต่ยุคกลาง ที่ตั้งใจเลือกสถานที่แห่งนี้สร้างเป็นเมืองที่สำคัญในการปกครองพื้นที่บริเวณโดยรอบ ด้วยชัยภูมิที่เหมาะสม บ้านเรือนที่เล่นระดับลัดเลาะจากล่างสู่บน ทำหน้าที่เป็นปราการด่านที่สอง หากเหล่าอริศัตรูจะหาญกล้าเข้าโจมตีปราสาทหินหลังมหึมาที่ตั้งตระหง่าน เขย่าขวัญและกำลังใจของผู้รุกรานอยู่ที่ด้านบน
Tour Les Baux de Provence 4
ที่ด้านบนสุดของภูเขาหินลูกใหญ่ เป็นที่ตั้งของ Château des Baux ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตบรรจง ห้องโถงมากมาย ถูกสร้างขึ้นโดยการขุด เจาะ เข้าไปยังผนังของภูผา จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรับมือกับการบุกโจมตีได้อย่างแน่นอน ด้วยความเป็นเลิศทางวิศวกรรมของวิศวกรยุคกลาง ระบบการจัดเก็บน้ำฝน ที่มีปริมาณเพียงน้อยนิดในพื้นที่บริเวณนี้ สามารถจัดสร้างรางน้ำที่รองรับน้ำฝน ให้ไหลเชื่อมไปสู่ห้องเก็บน้ำที่ถูกสร้างไว้ที่ชั้นล่างสุดของปราสาท ด้วยปริมาณน้ำที่สามารถเลี้ยงดูผู้ที่อยู่อาศัยได้นานนับปี แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แขกผู้มาเยือน คือทัศนียภาพอันงดงามเมื่อเราได้ปีนป่ายขึ้นไปที่ตัวกำแพงที่อยู่ด้านบนสุด นอกจากจะทำหน้าที่ในการป้องกันเมืองแล้ว มันยังทำให้เราสามารถชื่นชมทิวทัศน์แบบ 360 องศาได้ไกลสุดลูกหูลูกตา นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงความชาญฉลาดของเหล่าผู้ปกครอง ที่สามารถเลือกใช้ความได้เปรียบของสถานที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากคราใดที่มีศัตรูมารุกราน ก็จะสามารถมองเห็นและจัดการป้องกันได้อย่างทันท่วงที
Tour Les Baux de Provence 5
นอกจากนี้ ที่ลานสนามหญ้ากว้างใหญ่ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือบริเวณรอบๆตัวปราสาท ยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงอาวุธโบราณ ที่ยากจะหาชมได้จากที่ใดๆ อาทิ เครื่องยิงหินที่เราเพียงแค่เคยเห็นจากภาพยนตร์เท่านั้น เครื่องกระทุ้งประตูที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม กลุ่มอาคารที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวกันกับตัวปราสาทใหญ่ หินก้อนยักษ์ที่ได้รับการสกัดให้เป็นที่พักของเหล่าทหารกล้า เครื่องมือทรมานนักโทษที่เหล่านักท่องเที่ยวจะต้องแวะไปเก็บภาพเป็นที่ระลึก ลำพังการที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ เราก็สามารถอิ่มเอมไปกับบรรยากาศที่งดงามของธรรมชาติโดยรอบ อีกทั้งยังคงมีความเข้มขลังของสถานที่ ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีต มันได้ยืนโต้ท้าทายกาลเวลามาอย่างยาวนาน และเมื่อเราหันหลังจากมา ความรื่นรมย์ของบ้านเรือน ร้านค้าที่แสนจะคึกคัก ก็ยังจะทำให้เรารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ Les Beaux De Provence อีกหนึ่งความน่ามหัศจรรย์ของเมืองสวยที่ทรงเสน่ห์ หากแต่ซ่อนเร้นจากสายตาของนักเดินทางส่วนใหญ่ ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร คุ้มแล้วที่ได้มาเยือนซักครั้งในชีวิต

Les Baux-de-Provence

ผมเชื่อเหลือเกินว่ายังมีนักเดินทางอีกมากมายที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ยลความงามของ LES BAUX DE PROVENCE อย่าว่าแต่ได้ไปเยี่ยมเยือนเลย ลำพังได้ยินแค่ชื่อก็คงนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าสวรรค์แห่งนี้มันตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด???? หากไม่บอกก็คงพอจะเดาได้ว่ามันคงต้องอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่างแน่นอน เพราะคำใบ้ที่ชี้ทางสว่างให้แก่เหล่านักเดินทาง ผู้ซึ่งแสวงหาความเป็นเลิศก็คือ Provence ดินแดนแห่งทุ่งลาเวนเดอร์ที่งดงามกลิ่นละมุน ซึ่งหากเราตั้งต้นจากเมืองใหญ่ที่รื่นรมย์อย่าง Aix en Provence ขับรถมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยระยะทางเพียง 73 กิโลเมตร ลัดเลาะทิวเขาหินสลับกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ บรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติแปลกตาของโขดหินน้อยใหญ่ที่เสมือนว่าถูกจัดวางไว้อย่างจงใจ ถนนสายเล็กที่คดเคี้ยวไปมาตามเชิงเขา และเมื่อเราพ้นโค้งขอบภูเขาสูงที่ทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการชั้นเยี่ยมให้แก่ Les Beaux De Provence ภาพที่อยู่เบื้องหน้านั้น มันงดงามเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ
Tour Les Baux de Provence 2
เมืองขนาดย่อมที่ถูกสร้างสรรค์เล่นระดับจากเชิงเขาเตี้ยๆ และค่อยๆเพิ่มระดับความชันเมื่อเราเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ด้านบน บ้านเรือนที่ปลูกสร้างโดยใช้หินก้อนเขื่อง จัดเรียงซ้อนกันอย่างงดงาม เกิดเป็นบ้านพักอาศัยของชุมชนเล็กๆแห่งนี้ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ถนนสายเล็กที่เป็นสายหลักเพียงเส้นเดียวของหมู่บ้าน ได้รับการก่อสร้างตามวิถีของวิศวกรโบราณ ที่ใช้หินขนาดใหญ่ปูทาบทับ จัดเรียงร้อยต่อกัน ทั้งทำให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง และสวยงามแบบคลาสสิคต่อคนในยุคปัจจุบัน ตัดผ่านบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งทาง
Tour Les Baux de Provence 3
กาลเวลาได้แปรเปลี่ยนให้อาคารเหล่านี้จากที่พักอาศัย มาเป็นร้านค้าน้อยใหญ่ ที่มีไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวกว่าปีละ 1.5 ล้านคนที่ได้มาเยือน ด้วยความชาญฉลาดของเหล่าบรรดาผู้ปกครองเมืองตั้งแต่ยุคกลาง ที่ตั้งใจเลือกสถานที่แห่งนี้สร้างเป็นเมืองที่สำคัญในการปกครองพื้นที่บริเวณโดยรอบ ด้วยชัยภูมิที่เหมาะสม บ้านเรือนที่เล่นระดับลัดเลาะจากล่างสู่บน ทำหน้าที่เป็นปราการด่านที่สอง หากเหล่าอริศัตรูจะหาญกล้าเข้าโจมตีปราสาทหินหลังมหึมาที่ตั้งตระหง่าน เขย่าขวัญและกำลังใจของผู้รุกรานอยู่ที่ด้านบน
Tour Les Baux de Provence 4
ที่ด้านบนสุดของภูเขาหินลูกใหญ่ เป็นที่ตั้งของ Château des Baux ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตบรรจง ห้องโถงมากมาย ถูกสร้างขึ้นโดยการขุด เจาะ เข้าไปยังผนังของภูผา จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรับมือกับการบุกโจมตีได้อย่างแน่นอน ด้วยความเป็นเลิศทางวิศวกรรมของวิศวกรยุคกลาง ระบบการจัดเก็บน้ำฝน ที่มีปริมาณเพียงน้อยนิดในพื้นที่บริเวณนี้ สามารถจัดสร้างรางน้ำที่รองรับน้ำฝน ให้ไหลเชื่อมไปสู่ห้องเก็บน้ำที่ถูกสร้างไว้ที่ชั้นล่างสุดของปราสาท ด้วยปริมาณน้ำที่สามารถเลี้ยงดูผู้ที่อยู่อาศัยได้นานนับปี แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แขกผู้มาเยือน คือทัศนียภาพอันงดงามเมื่อเราได้ปีนป่ายขึ้นไปที่ตัวกำแพงที่อยู่ด้านบนสุด นอกจากจะทำหน้าที่ในการป้องกันเมืองแล้ว มันยังทำให้เราสามารถชื่นชมทิวทัศน์แบบ 360 องศาได้ไกลสุดลูกหูลูกตา นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงความชาญฉลาดของเหล่าผู้ปกครอง ที่สามารถเลือกใช้ความได้เปรียบของสถานที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากคราใดที่มีศัตรูมารุกราน ก็จะสามารถมองเห็นและจัดการป้องกันได้อย่างทันท่วงที
Tour Les Baux de Provence 5
นอกจากนี้ ที่ลานสนามหญ้ากว้างใหญ่ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือบริเวณรอบๆตัวปราสาท ยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงอาวุธโบราณ ที่ยากจะหาชมได้จากที่ใดๆ อาทิ เครื่องยิงหินที่เราเพียงแค่เคยเห็นจากภาพยนตร์เท่านั้น เครื่องกระทุ้งประตูที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม กลุ่มอาคารที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวกันกับตัวปราสาทใหญ่ หินก้อนยักษ์ที่ได้รับการสกัดให้เป็นที่พักของเหล่าทหารกล้า เครื่องมือทรมานนักโทษที่เหล่านักท่องเที่ยวจะต้องแวะไปเก็บภาพเป็นที่ระลึก ลำพังการที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ เราก็สามารถอิ่มเอมไปกับบรรยากาศที่งดงามของธรรมชาติโดยรอบ อีกทั้งยังคงมีความเข้มขลังของสถานที่ ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีต มันได้ยืนโต้ท้าทายกาลเวลามาอย่างยาวนาน และเมื่อเราหันหลังจากมา ความรื่นรมย์ของบ้านเรือน ร้านค้าที่แสนจะคึกคัก ก็ยังจะทำให้เรารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ Les Beaux De Provence อีกหนึ่งความน่ามหัศจรรย์ของเมืองสวยที่ทรงเสน่ห์ หากแต่ซ่อนเร้นจากสายตาของนักเดินทางส่วนใหญ่ ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร คุ้มแล้วที่ได้มาเยือนซักครั้งในชีวิต

ลียง ประเทศฝรั่งเศส

ลียง (Lyon) เมืองใหญ่อันดับที่สามของฝรั่งเศส เมืองใหญ่ที่มีมนต์ขลังของเมืองเก่าแต่งแต้มด้วยความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นส่วนผสมที่กลมกล่อม น่าสัมผัส ชวนหลงใหลแก่แขกผู้มาเยือน เมืองที่ถูกปกครองโดยโรมันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 เมืองที่เป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่างเหนือและใต้ เมืองที่มีแม่น้ำสายสำคัญสองสายขนาบข้าง Rhone ทางฝั่งตะวันออก และ Saone ทางฝั่งตะวันตก จึงทำให้เมืองแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ผลดีจากการอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน สถาปัตยกรรมต่างๆที่ปรากฏอยู่ทุกหัวระแหง จึงได้รับอิทธิพลมาจากโรมันด้วยเช่นกัน อาคารหลังสวย นำพุที่งดงาม โบสถ์เก่าแก่ที่เข้มขลัง ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองใหญ่เมืองนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกควรค่าแก่การรักษาสืบต่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมสิ่งที่บรรพชนได้รังสรรค์ผลงานที่วิจิตรตระการตาทิ้งเอาไว้ให้ชม
Lyon-France-2
หากเรามีเวลาเพื่อออกเดินสำรวจความงดงามของตัวเมืองเก่า (Old Town) Vieux Lyon เป็นย่านที่เหมาะสำหรับการเดินทอดน่องชมวิวแม่น้ำ Saône เป็นอย่างยิ่ง จุดเด่นที่สามารถมองเห็นแต่ไกลก็คือ สะพานข้ามแม่น้ำที่งดงามชื่อว่า Passerelle Saint-Georges ตัวสะพานเป็นสีแดงสด ได้รับการออกแบบให้เหมือนสะพานแขวนแบบโบราณ
Lyon-France-3    Lyon-France-4
เป็นจุดที่คนรักการถ่ายภาพจะต้องกดชัตเตอร์กันมือระวิง เพราะที่ฝั่งตรงข้ามจะเจอ Cathedral Saint Jean มันดูเหมือนจะเป็นฉากจากในภาพยนตร์มากกว่าที่จะเป็นเมืองจริงๆ การออกแบบสถาปัตยกรรมของเมืองเก่านี้จะเป็นสไตล์เรอนาซองส์ (Renaissance) เรียกได้ว่าสวยงามเป็นรองแค่เวนิสของอิตาลีเท่านั้นเอง ถนนสายเล็กและแคบที่ตัดลัดเลาะไปตามตัวเมืองนั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคกลาง ยุคที่พวกมันถูกสร้างขึ้นมา อาคารริมฝั่งถนนก็ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 15 ถึง ศตวรรษที่ 17 แต่ก็ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี
Lyon-France-5    Lyon-France-6
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความงดงามของโบสถ์ในยุโรป ต้องยินดีที่จะได้รู้ว่าในเขตเมืองเก่านี้มีโบสถ์สำคัญที่สวยงามอยู่รวมกันถึงสามโบสถ์ St.Paul , St.Jean และ St.Georges โดยปกติแล้วบริเวณเมืองเก่านี้จะพลุกพล่านสุดๆในช่วงตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงย่ำค่ำ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการที่จะได้รูปสวยๆโดยไปติดหัวนักท่องเที่ยว เราก็ควรที่จะต้องออกมาเดินสำรวจเมืองกันตั้งแต่ช่วงเช้าๆ และถ้าหากอยากได้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป การแบกกล้องและขาตั้งออกมาหามุมสวยถ่ายรูปตอนดึกๆ Old Lyon ก็จะมอบประสบการณ์ที่สุดแสนพิเศษให้กับเรา มุมมองที่เราไม่สามารถจะเห็นได้ในตอนกลางวัน ความคลาสสิค ความขลัง บรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก
Lyon-France-8
เมื่อมาถึงลียงคงไม่พลาดที่จะขึ้นไปเยี่ยมชม Basilique Notre Dame de Fourviere วิหารหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเนินสูงที่สามารถแลเห็นได้แต่ไกล การขึ้นไปสักการะนั้นจะต้องอาศัยศรัทธาอันแรงกล้า เพราะจะต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อให้ไปถึงตัววิหารที่อยู่ด้านบน แต่หากสังขารนั้นไม่อำนวย ก็อาจจะใช้ทางลัดโดยการขึ้นรถรางที่มีไว้บริการเช่นกัน Place des Terreauz จัตุรัสเมืองที่มีน้ำพุสวย The Fontaine Bartholdi ตั้งเด่นเป็นสง่า
Lyon-France-9    Lyon-France-10
บริเวณนี้เปรียบเสมือนจุดนัดพบของชาวเมืองเพราะจะมีผู้คนเดินไปมากันขวักไขว่ นักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่ม ก็มักจะแวะเวียนมายืนรอกันอยู่บริเวณนี้ เพราะจัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ยอดเยี่ยม แม่น้ำทั้งสองสายขนาบสองฝั่งให้จัตุรัสนั้นอยู่ตรงกลาง มันช่างสุดยอดเสียเหลือเกิน การเดินเล่นในถนนสายเล็กอย่าง Montée de la Grande Côte จะสร้างประสบการณ์ที่ท่านไม่มีวันลืม ความงดงามของบ้านเรือนสีสวยสองฝั่งถนน พื้นที่ปูด้วยอิฐก้อนเขื่อง ร้านคาเฟ่ริมทางที่แสนจะเชื้อเชิญให้เข้าไปลี้มลองกาแฟกลี่นหอม หรือหากจะลองอาหารหลากหลาย ก็ให้ลองไปที่ถนน Rue St Jean แต่ต้องทำใจในความวุ่นวายอึกทึกของนักท่องเที่ยวที่ต่างหันรีหันขวางสั่งอาหารของตน แต่หากหลีกลี้ความอึกทึกมาที่ถนน Rue du Boeuf ที่ตั้งขนานอยู่กับ Rue St Jean ท่านจะแปลกใจในความเงียบสงบ อาหารรสเลีศแบบท้องถิ่นมีไว้บริการแก่ผู้รู้จริง
Lyon-France-11
หากไม่ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองซักครั้ง จะไม่มีทางเชื่อว่าเมืองใหญ่อย่างลียงจะมีเรื่องราวที่น่าค้นหาได้มากมายถึงเพียงนี้ เมืองใหญ่ ที่ทำตัวเสมือนเมืองเล็ก ที่ร่ำรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ ความงดงามของสถาปัตยกรรม แม่น้ำที่ชุ่มช่ำ โอบกอดเมืองไว้ทั้งเมือง เหมือนกับจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ลียง เมืองที่มีอดีตอันรุ่งเรือง จะคงอยู่ต่อไปชั่วกาลนาน


วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เรื่องน่ารู้ก่อนไปเยือนฝรั่งเศส

Sleep in office
ชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน จึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรม คล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้น
สิ่งที่ควรทำ – ไม่ควรทำ
1.คุณสามารถกล่าวทักทายว่าบงชู (Bonjour) ซึ่งหมายถึงสวัสดีตอนเช้า
หรือบงซัว (Bonsoir) ที่หมายถึงสวัสดีตอนเย็น
กล่าวลาเมื่อจะจากไปด้วยคำว่า โอ”เครอ”วัว (Au revoir)  ที่แปลว่า ลาก่อน
และกล่าวขอบคุณว่า แม็กซิ (Merci) ได้
Bonjour in France
2. วิธีทักทายสำหรับคนที่รู้จักกันนั้นคือการแลกจูบแก้มซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคู่ทักทายของคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ตามงานพิธีต่างๆ ชาวฝรั่งเศสใช้วิธีชนแก้มกันทั้งสองข้าง (la bise) ว่ากันว่าชาวปารีสนิยมแนบแก้มกันถึง 4 ครั้ง ถ้าเป็นเมืองนอกเขตปารีสทำเพียง 2 ครั้ง
Bise bise
3. เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตราคารอย่าตะโกนเรียกบริกรว่า”การ์ซ็อง (garçon)” ที่ตรงกันกับภาษาอังกฤษว่า boy ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสถือว่าไม่ สุภาพ ควรเรียกว่าเมอซิเออร์ และกล่าวคำว่า ซิล วู เปล ซึ่งแปลว่ากรุณา เวลาสั่งอาหารหรือขออะไรเพิ่มเติมจึงถือว่าสุภาพและควรถอดหมวก เสื้อคลุม โอเวอร์โค๊ดหรือแจ้กเก็ต เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ก่อนทุกครั้ง
Boy = Garcon
4. สนามหญ้าในฝรั่งเศสมีไว้ให้ดูและชื่นชมความเขียวชอุ่ม ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ยกเว้นตามสนามหญ้าที่เปิดเป็นสาธารณะ หากคุณละเมิดกฏเข้าไปในสนามหญ้าซึ่งมีป้าย pelouse interdite แปลว่า สนามหญ้าห้ามเข้า กำกับอยู่ ถือว่าคุณทำผิดกฏหมาย
pelouse interdite - garden permitt
5. เมื่อชาวฝรั่งเศสต้องการโบกมือลาเขาจะยกมือพร้อมกับขยับนิ้วขึ้นลง ๆ
Say Good bye
6. รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้นที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับ นั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยง
Taxi in Paris
คุณอาจสนใจบทความเหล่านี้

เรื่องน่ารู้ในฝรั่งเศส



ฝรั่งเศสไม่นิยมการให้ทิป    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ถ้าน้องๆ คนไหนที่คิดจะไปเรียนที่ฝรั่งเศสและทำงานพิเศษโดยหวังจะได้ทิปเยอะๆ นั้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องยากเลยค่ะ เพราะที่ฝรั่งเศสเค้าไม่นิยมให้ทิปกัน (บางคนมองว่าเป็นเรื่องแปลกด้วยซ้ำ) ค่าบริการต่างๆ ถูกรวมไว้ในบิลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพิ่ม แต่ถ้าพนักงานบริการดีมากๆๆๆๆๆ อาจจะได้ทิปเล็กๆ น้อยๆ ซัก 1-2 ยูโรก็ได้

ต้นกำเนิดของเครป    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          "เครป" เป็นของหวาน (หรือคาว?) เมนูโปรดของน้องๆ หลายคน แต่รู้มั้ยว่า ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเครปเกิดที่ฝรั่งเศสนี่แหละค่ะ หลายๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเครปมีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น เพราะตามร้านต่างๆ มักติดป้ายว่า "เครปญี่ปุ่น" 5555 โดยเมืองที่เป็นต้นกำเนิดแบบอิริจินัลแท้ๆ อยู่ที่แคว้นชื่อ "Bretagne" เป็นแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส โดยในอดีตนั้น คนฝรั่งเศสจะนิยมทานเครปกับน้ำผลไม้ค่ะ แต่ปัจจุบันนิยมทานกับผลไม้สดไม่ก็ช็อกโกแล็ต

ร้านขายยาที่ขาย "ยา"    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ถ้าให้ลองนึกภาพร้านขายยาในปัจจุบัน นอกจากจะขายยาแล้ว แทบทุกร้านก็ยังมีขายเครื่องดื่ม หรือบางร้านใหญ่ๆ ก็มีเครื่องสำอาง มาสคาร่า หรือของใช้อื่นๆ ทิชชู่ หวี กระจก สารพัดจะหามาขาย แต่ร้านขายยาในฝรั่งเศสนั้นจะขายเฉพาะ"ยา" เท่านั้นค่ะ ซึ่งร้านขายยานั้นสามารถหาได้ง่ายตามมุมถนนทั่วไป เพราะคนฝรั่งเศสเค้าจริงจังเรื่องสุขภาพและการใช้ยามากกกก เคยมีการสำรวจพบว่า คนฝรั่งเศสเป็นชาติที่เสียเงินใช้จ่ายในการซื้อยามากที่สุดในยุโรป

จริงจังเรื่องสุขภาพ    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยจัดอันดับให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบดูแลสุขภาพประชาชนที่เยี่ยมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยวัดได้จากการที่ฝรั่งเศสมีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายที่ต่ำมาก สาเหตุก็มาจากว่า ทุกคนมีประกันสุขภาพ และประกันสุขภาพนี้จะจ่ายทดแทนให้ได้หมดแทบไม่มีข้อยกเว้น ป่วยเมื่อไหร่ประกันจ่ายให้หมด 100% หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้าไปในอาศัยในประเทศฝรั่งเศสก็ต้องมีประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยราคาของประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 200-500 ยูโรหรือประมาณ 8,000-20,000 บาทต่อปีค่ะ

จำนวนนักท่องเที่ยว    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ประเทศฝรั่งเศสมีประชากรจำนวน 64 ล้านคนซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศไทยบ้านเรานัก แต่!!!!!! ประเทศฝรั่งเศสมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละ 70 กว่าล้านคน ถือว่ามากกว่าจำนวนพลเมืองในประเทศด้วยซ้ำ สุดยอดเลยเนาะ นอกจากนี้ ยังถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดของปี 2011 (ใน 10 อันดับมีเอเชีย 3 ประเทศคือ จีน ตุรกี และมาเลเซีย)

ภาษีโทรทัศน์    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
         น่าแปลกดีเหมือนกันที่ใครมีโทรทัศน์ ต้องเสียภาษีโทรทัศน์ด้วย!! โดยตกประมาณ 200 ยูโรหรือ 8,000 บาทต่อปี ภาษีเหล่านี้ทางรัฐบาลจะนำไปปรับปรุงรายการโทรทัศน์ให้มีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือมีโฆษณาคั่นรายการน้อยมากกกกค่ะ เพราะรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ต้องการให้ประชาชนถูกโฆษณาเหล่านั้นมอมเมา (พูดง่ายๆ คือปกติรายการทีวีต้องมีโฆษณาเข้า ถึงจะมีรายได้ แต่รายการทีวีของฝรั่งเศสไม่มีรายได้จากโฆษณา เลยต้องเก็บเป็นภาษีแทน) แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสนะคะที่มีการเก็บภาษีโทรทัศน์ เพราะประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น เยอรมัน เดนมาร์ค ออสเตรีย เค้าก็มีเก็บเหมือนกันแถมแพงกว่าที่ฝรั่งเศสด้วย

ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          เราคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า The customer is always right. คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไงลูกค้าก็คือพระเจ้าและถูกอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ที่ฝรั่งเศสค่ะ ! ว่ากันว่าวิถีการให้บริการของคนที่นั่นค่อนข้างแข็งๆ ทื่อๆ ไม่ค่อยแคร์ลูกค้า เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เวลาเปิดร้านค้าในฝรั่งเศสขึ้นอยู่กับอารมณ์คนขาย ไม่ได้จะแคร์ลูกค้า 555 

เจ้าแห่งรางวัลโนเบล    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ชาวฝรั่งเศสเป็นชาติที่โรแมนติก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านเกิดของกวีและนักเขียนชื่อดังมากมาย ที่สำคัญ ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวรรณกรรมมากที่สุดของโลกด้วยค่ะโดยนักเขียนที่เคยได้รับรางวัลนี้ก็เช่น J. M. G. Le Clézio หรือ ฌ็อง มารี กุสตาฟว์ เลอ เกลซีโย เป็นนักเขียนและนักเดินทางรอบโลกชาวฝรั่งเศส มีผลงานเขียนกว่า 40 เรื่อง จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาค่ะ

เรื่องน่ารู้ในฝรั่งเศส



ฝรั่งเศสไม่นิยมการให้ทิป    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ถ้าน้องๆ คนไหนที่คิดจะไปเรียนที่ฝรั่งเศสและทำงานพิเศษโดยหวังจะได้ทิปเยอะๆ นั้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องยากเลยค่ะ เพราะที่ฝรั่งเศสเค้าไม่นิยมให้ทิปกัน (บางคนมองว่าเป็นเรื่องแปลกด้วยซ้ำ) ค่าบริการต่างๆ ถูกรวมไว้ในบิลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพิ่ม แต่ถ้าพนักงานบริการดีมากๆๆๆๆๆ อาจจะได้ทิปเล็กๆ น้อยๆ ซัก 1-2 ยูโรก็ได้

ต้นกำเนิดของเครป    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          "เครป" เป็นของหวาน (หรือคาว?) เมนูโปรดของน้องๆ หลายคน แต่รู้มั้ยว่า ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเครปเกิดที่ฝรั่งเศสนี่แหละค่ะ หลายๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเครปมีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น เพราะตามร้านต่างๆ มักติดป้ายว่า "เครปญี่ปุ่น" 5555 โดยเมืองที่เป็นต้นกำเนิดแบบอิริจินัลแท้ๆ อยู่ที่แคว้นชื่อ "Bretagne" เป็นแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส โดยในอดีตนั้น คนฝรั่งเศสจะนิยมทานเครปกับน้ำผลไม้ค่ะ แต่ปัจจุบันนิยมทานกับผลไม้สดไม่ก็ช็อกโกแล็ต

ร้านขายยาที่ขาย "ยา"    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ถ้าให้ลองนึกภาพร้านขายยาในปัจจุบัน นอกจากจะขายยาแล้ว แทบทุกร้านก็ยังมีขายเครื่องดื่ม หรือบางร้านใหญ่ๆ ก็มีเครื่องสำอาง มาสคาร่า หรือของใช้อื่นๆ ทิชชู่ หวี กระจก สารพัดจะหามาขาย แต่ร้านขายยาในฝรั่งเศสนั้นจะขายเฉพาะ"ยา" เท่านั้นค่ะ ซึ่งร้านขายยานั้นสามารถหาได้ง่ายตามมุมถนนทั่วไป เพราะคนฝรั่งเศสเค้าจริงจังเรื่องสุขภาพและการใช้ยามากกกก เคยมีการสำรวจพบว่า คนฝรั่งเศสเป็นชาติที่เสียเงินใช้จ่ายในการซื้อยามากที่สุดในยุโรป

จริงจังเรื่องสุขภาพ    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยจัดอันดับให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบดูแลสุขภาพประชาชนที่เยี่ยมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยวัดได้จากการที่ฝรั่งเศสมีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายที่ต่ำมาก สาเหตุก็มาจากว่า ทุกคนมีประกันสุขภาพ และประกันสุขภาพนี้จะจ่ายทดแทนให้ได้หมดแทบไม่มีข้อยกเว้น ป่วยเมื่อไหร่ประกันจ่ายให้หมด 100% หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้าไปในอาศัยในประเทศฝรั่งเศสก็ต้องมีประกันสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยราคาของประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 200-500 ยูโรหรือประมาณ 8,000-20,000 บาทต่อปีค่ะ

จำนวนนักท่องเที่ยว    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ประเทศฝรั่งเศสมีประชากรจำนวน 64 ล้านคนซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศไทยบ้านเรานัก แต่!!!!!! ประเทศฝรั่งเศสมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละ 70 กว่าล้านคน ถือว่ามากกว่าจำนวนพลเมืองในประเทศด้วยซ้ำ สุดยอดเลยเนาะ นอกจากนี้ ยังถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดของปี 2011 (ใน 10 อันดับมีเอเชีย 3 ประเทศคือ จีน ตุรกี และมาเลเซีย)

ภาษีโทรทัศน์    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
         น่าแปลกดีเหมือนกันที่ใครมีโทรทัศน์ ต้องเสียภาษีโทรทัศน์ด้วย!! โดยตกประมาณ 200 ยูโรหรือ 8,000 บาทต่อปี ภาษีเหล่านี้ทางรัฐบาลจะนำไปปรับปรุงรายการโทรทัศน์ให้มีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือมีโฆษณาคั่นรายการน้อยมากกกกค่ะ เพราะรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ต้องการให้ประชาชนถูกโฆษณาเหล่านั้นมอมเมา (พูดง่ายๆ คือปกติรายการทีวีต้องมีโฆษณาเข้า ถึงจะมีรายได้ แต่รายการทีวีของฝรั่งเศสไม่มีรายได้จากโฆษณา เลยต้องเก็บเป็นภาษีแทน) แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสนะคะที่มีการเก็บภาษีโทรทัศน์ เพราะประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น เยอรมัน เดนมาร์ค ออสเตรีย เค้าก็มีเก็บเหมือนกันแถมแพงกว่าที่ฝรั่งเศสด้วย

ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          เราคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า The customer is always right. คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไงลูกค้าก็คือพระเจ้าและถูกอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ที่ฝรั่งเศสค่ะ ! ว่ากันว่าวิถีการให้บริการของคนที่นั่นค่อนข้างแข็งๆ ทื่อๆ ไม่ค่อยแคร์ลูกค้า เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เวลาเปิดร้านค้าในฝรั่งเศสขึ้นอยู่กับอารมณ์คนขาย ไม่ได้จะแคร์ลูกค้า 555 

เจ้าแห่งรางวัลโนเบล    
8 สิ่งเล็กๆ (น่ารู้) ที่เรียกว่า "ประเทศฝรั่งเศส"
          ชาวฝรั่งเศสเป็นชาติที่โรแมนติก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านเกิดของกวีและนักเขียนชื่อดังมากมาย ที่สำคัญ ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวรรณกรรมมากที่สุดของโลกด้วยค่ะโดยนักเขียนที่เคยได้รับรางวัลนี้ก็เช่น J. M. G. Le Clézio หรือ ฌ็อง มารี กุสตาฟว์ เลอ เกลซีโย เป็นนักเขียนและนักเดินทางรอบโลกชาวฝรั่งเศส มีผลงานเขียนกว่า 40 เรื่อง จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาค่ะ

Présentation